ชำระค่าปรับที่ไหน  เมื่อใด  อย่างไร  
     ปัจจุบันการชำระค่าปรับทำได้ ๒ วิธี คือ การไปชำระที่สถานีตำรวจและที่ทำการไปรษณีย์(เรียกว่าชำระค่าปรับทางไปรษณีย์) อธิบายดังนี้ครับ
๑. การชำระค่าปรับที่สถานีตำรวจ
     เมื่อท่านได้รับใบสั่งแล้วจะต้องไปชำระค่าปรับภายใน ๗ วัน  โดยพนักงานสอบสวนจะเป็นผู้ทำการสอบสวนและเปรียบเทียบปรับท่านตามอัตราโทษที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะไม่เท่ากันแล้วแต่ข้อหา  แต่ถ้าท่านไม่ยอมรับผิดก็จะต้องทำสำนวนการสอบสวน มีการสอบปากคำทั้งผู้จับกุมและตัวผู้กระทำผิดรวมทั้งพยานแล้วส่งสำนวนให้อัยการพิจารณา เพื่อสงฟ้องศาลต่อไป  ถ้าเป็นกรณนี้ท่านก็จะต้องไปพิสูจน์ความจริงกันในศาลครับ   แต่ถ้าท่านยอมรับผิดแต่ไม่อยากที่จะเสียค่าปรับก็อาจจะขอให้พนักงานสอบสวนทำการว่ากล่าวตักเตือนแก่ท่านก่อนก็สามารถทำได้  ถ้าทานมีเหตุผลมีความจำเป็นที่จะต้องกระทำผิดที่ชี้แจงแล้วรับฟังได้  หรือเป็นกรณีที่ทำความผิดไม่ร้ายแรงเกินไปนักและเป็นความผิดครั้งแรก  พนักงานสอบสวนมีอำนาจที่จะว่ากล่าวตักเตือนแก่ท่านได้  โดยจะทำบันทึกว่ากล่าวตักเตือนให้ท่านลงชื่อรับทราบไว้ (แต่สวนใหญ่ไม่ค่อยทำกัน)
     กรณีที่ท่านโดนใบสั่งแปะก็มีวิธีปฏิบัติเช่นเดียวกัน  ส่วนกรณีที่ไม่มาชำระค่าปรับภายใน ๗ วัน  ก็จะมีความผิดเพิ่มเติม  ถ้าไม่มีเหตุผลอันสมควร  เช่นไปบวช เข้าโรงพยาบาล ฯลฯ  ก็ต้องถูปรับเพิ่มเติมไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา ๑๕๕ ครับ
๒. การชำระค่าปรับทางไปรษณีย
     ปัจจุบันมีกฎหมาย ข้อกำหนดกรมตำรวจ และข้อตกลงระหว่างกรมตำรวจกับการสื่อสารแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับการชำระค่าปรับทางไปรษณีย์ออกมาแล้ว ให้ท่านชำระค่าปรับทางไปรษณีย์ได้ เพื่อเป็นการอำนวยควมสะดวกแก่ผู้ขับขี่ที่ไม่สะดวกที่จะไปเสียค่าปรับที่สถถานีตำรวจ มีวิธีปฏิบัติดังนี้
     ๒.๑ ไปที่ไปรษณีย์ภายใน ๗ วัน  ชำระค่าปรับเป็นเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ในใบสั่งโดยส่งเป็นธนาณัติ หรือตั๋วแลกเงินของธนาคาร ส่งทางไปรษณีย์และลงทะเบียนสั่งจ่ายให้อธิบดีกรมรตำรวจ (ปัจจุบันเป็นผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ)  พร้อมแนบใบรับแทนใบสั่งส่งไปด้วย ซึ่งจะต้องเสียเงินเพิ่มอีก ๕๐ บาท เป็นค่าส่งปรษณีย์แบบด่วนพิเศษ  ในขั้นตอนนี้ท่านจะต้องพลิกไปที่ด้านหลังของใบสั่งแล้วกรอกข้อกความลงไปให้ครบ  พร้อมทั้งลงลายมือชื่อไว้ด้วยและให้ถ่ายเอกสารเอาไว้ก่อนที่จะส่งไป  ใบรับการส่งธนาณัติหรือใบรับการส่งตั๋วแลกเงินประกอบกับสำเนาใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่  จะใช้แทนใบอนุญาตขับขี่ต่อไปได้อีก ๑๐ วัน
     ๒.๒ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะจัดส่งใบอนุญาตขับขี่และใบเสร็จรับเงินค่าปรับ กลับมาให้ท่านทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ
เงินค่าปรับของท่านมีประโยชน์อย่างไร
     การที่ได้กระทำผิดกฎจราจร  แล้วถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกม ถูกเปรียบเทียบปรับเอาเงินเข้ารัฐนั้น  เงินค่าปรับที่ท่านได้เสียให้แก่รัฐนั้นนับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง  เงินจำนวนดังกล่าวจะถูกจัดสรรไปตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา ๑๔๖ คือ ร้อยละ ๕๐ หรืออาจจะทั้งหมดจะตกเป็นของกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด ขึ้นอยู่กับท่านว่าได้กระทำผิดที่เขตใด  เงินอีกส่วนหนึ่งตามระเบีบยกระทรวงการคลัง ร้อยละ ๕๐ จะแบ่งให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ทำการจับกุมร้อยละ ๙๕ และอีกร้อยละ ๕ จะตกเป็นของรัฐ  สรุปง่ายๆว่าถ้าคุณถูกปรับ ๑๐๐ บาท เงินค่าปรับจะถูกแบ่งให้ตำรวจราจรประมาณ ๔๗.๕ บาท  เงินค่าปรับจำนวนนี้จะถูกนำไปรวมกันไว  แล้วเมื่อถึงสิ้นเดือนก็จะนำมาแบ่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านการจราจรในสถานีตำรวจที่ทำการเปรียบเทียบปรับ  แต่เมื่อแบ่งกันแล้วจะต้องได้เงินคนละไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน (รวมเงินประจำตำแหน่ง ๓,๐๐๐ บาท เข้าไปด้วย)  ถ้ามีเงินเหลือก็ให้ส่งคืนเข้ารัฐไป  เงินที่เข้ารัฐในส่วนนี้ก็จะถูกนำกลับมาใช้เกี่นสกับการจราจร ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้รถใช้ถนนต่อไป เพราะฉะนั้นารที่ท่านได้เสียเงินเข้ารัฐ นอกจากจะเป็นการลงโทษ เป็นการเตือนไม่ให้ท่านกระทำผิดอีกยังได้ประโยชน์กับสังคมอีกด้วย  นับว่าเป็นการทำโทษที่ได้ประโยชน์หลายๆ ทาง บางครั้งอาจจะดีกว่าการไปทำบุญ ทำทานด้วยซ้ำไป  แต่ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่มักจะไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้  อาจจะเป็นเพราะ  มีทัศนคดีที่ไม่ดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ  หรือมีค่านิยมผิดๆ  ทำให้ระบบระเบียบการลงโทษด้วยการเปรียบเทียบปรับไม่ได้ผล  สิ่งที่ตามมาก็คือความไม่หลาบจำในการกระทำผิดกฎจราจร ซึ่งเมื่อกระทำผิดบ่อยครั้งก็อาจจะนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง  ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมามีความเสียหายมากกว่าการที่ถูกเปรียบเทียบปรับอย่างมากมายมหาศาล  และเป็นสาเหตุพื้นฐานของอุบัติเหตุจราจรในสังคมไทยในทุกวันนี้
 
 
ข้อมูลจาก หนังสือขอนแก่นแมกกาซีน ฉบับที่ ๗๗ ประจำวันที่ ๕-๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๙